http://www.charming-amulets.com
 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  |  
 ตะกร้าสินค้า (0)  |  
 
                         













                 ผมขออนุญาตอ้างอิงจากหนังสือธรรมแจกทานจากท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายครับ ผมหวังเป็นธรรมทานเพื่อท่านทั้งหลายรวมถึงทุกท่านในครอบครัวของผมและตัวผมด้วยครับ

                 ผมขอกราบบูชาและน้อมนำปฏิบัติตาม "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" "( เจริญ ญาณวรมหาเถร )" ดังนี้ครับ

                 " สันติวรบท"

                           "ไหว้ ๕ ครั้ง"

                                 "ของ"

                           "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" "( เจริญ ญาณวรมหาเถร )"

                                 "วัดเทพศิรินทราวาส กทม."

                         "ในวันหนึ่งและคืนหนึ่ง ไม่ว่าเวลาไรตามแต่เหมาะต้องไหว้ให้ได้ ๕ ครั้ง เป็นอย่างน้อยในคราวเดียวนั้น ถ้ามีดอกไม้ธูปเทียนก็บูชา ถ้าไม่มีก็คือมือ ๑๐ นิ้วและปากกับใจ ควรไหว้ตลอดชีวิต คือ พึงนั่งกระโหย่งเท้าประณมมือว่า"

                          "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ"

                                              ( ๓ ครั้ง )

                           "ครั้งที่ ๑  ว่าพระพุทธคุณ คือ"

                           "อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทธโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวะติฯ"

                            "หยุดระลึกถึงพระปัญญาคุณ คือทรงรู้ดีรู้ชอบสิ้นเชิง พระบริสุทธิคุณ คือทรงละความเศร้าหมองได้หมด พระกรุณาคุณ คือทรงสงสารผู้อื่นและสั่งสอนให้ปฏิบัติตามของพระพุทธเจ้าจนเห็นชัดแล้วกราบลงหน ๑ ฯ"

                            "ครั้งที่ ๒ ว่าพระธรรมคุณ คือ"

                            "สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปั สสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ"

                            "หยุดระลึกถึงคุณพระธรรมที่รักษาผู้ปฏิบัติตาม ไม่ให้ตกไปในที่ชั่วจนเห็นชัดแล้วกราบลงหน ๑ ฯ"

                            "ครั้งที่ ๓ ว่าพระสังฆคุณ คือ"

                            "สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ"

                             "หยุดระลึกถึงพระสังฆคุณ คือ ความปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบของพระอริยสงฆ์ จนเห็นชัดแล้วกราบลงหน ๑ ฯ นั่งพับเพียบประณมมือ ตั้งใจ ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ไม่ถือสิ่งอื่นยิ่งกว่าจนตลอดชีวิต ว่าสรณคมน์ คือ"

                             "พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ"

                             "ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ"

                             "สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ"

                     "ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ"

                     "ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ"

                     "ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ"

                     "ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ"

                     "ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ"

                     "ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ"

                              "ครั้งที่ ๔  ระลึกถึงคุณบิดามารดาของตนจนชัดแล้ว กราบลงหน ๑ ฯ"

              "ข้าฯ ขอกราบไหว้คุณ                 ท่านบิดาและมารดา"

        "เลี้ยงลูกเฝ้ารักษา                              แต่คลอดมาจึงเป็นคน"

        "แสนยากลำบากกาย                          ไป่คิดยากลำบากตน"

        "ในใจให้กังวล                                    อยู่ด้วยลูกทุกเวลา"

        "ยามกินพอลูกร้อง                               ก็ต้องวางวิ่งมาหา"

        "ยามนอนห่อนเต็มตา                           พอลูกร้องก็ต้องดู"

        "กลัวเรือดยุงไรมด                               จะกวนกัดรีบอุ้มชู"

        "อดกินอดนอนสู้                                  ทนลำบากหนักไม่เบา"

        "คุณพ่อแม่มากนัก                               เปรียบน้ำหนักยิ่งภูเขา"

        "แผ่นดินทั้งหมดเอา                             มาเปรียบคุณไม่เท่าทัน"

        "เหลือที่จะแทนคุณ                              ของท่านนั้นใหญ่อนันต์"

        "เว้นไว้แต่เรียนธรรม์                            เอามาสอนพอผ่อนคุณ"

        "สอนธรรมที่จริงให้                               รู้ไม่เที่ยงไว้เป็นทุน"

        "แล้วจึงแสดงคุณ                                  ให้เห็นจริงตามธรรมดา"

        "นั่นแหละจึงนับได้                                ว่าสนองซึ่งคุณา"

        "ใช้ค่าข้าวป้อนมา                                 และน้ำนมที่กลืนกิน"

                       "ครั้งที่ ๕ ระลึกถึงคุณของบรรดาท่านผู้มีอุปการคุณแก่ตน เช่น พระมหากษัตริย์ และครูบาอาจารย์เป็นต้นไป จนเห็นชัดแล้วกราบลงหน ๑ ฯ"

                     "ข้าฯ ขอนอบน้อมคุณ               แด่ท่านครูผู้อารี"

           "กรุณาและปรานี                                 อุตส่าห์สอนทุกๆ วัน"

           "ยังไม่รู้ก็ได้รู้                                       ส่วนของครูสอนทั้งนั้น"

           "เนื้อความทุกสิ่งสรรพ์                           ดีชั่วชี้ให้ชัดเจน"

           "จิตมากด้วยเอ็นดู                                อยากให้รู้เหมือนแกล้งเกณฑ์"

           "รักไม่ลำเอียงเอน                                หวังให้แหลมฉลาดคม"

           "เดิมมืดไม่รู้แน่                                     เหมือนเข้าถ้ำเที่ยวค ลำงม"

           "สงสัยและเซอะซม                                กลับสว่างแลเห็นจริง"

           "คุณส่วนนี้ควรไหว้                                ยกขึ้นไว้ในที่ยิ่ง"

           "เพราะเราพึ่งท่านจริง                            จึงได้รู้วิชาชาญ."

                                                          "บทประพันธ์สรรเสริญ"

                                      "คุณบิดามารดาและครูบาอาจารย์"

                                      "ของท่านอาจารย์ จางวางอยู่ เหล่าวัตร"

                                                   "วัดเทพศิรินทราวาส"

                    "ต่อไปนี้ไม่ต้องประณมมือ ตั้งใจพิจารณาเรื่องของร่างกายของตนว่าจะต้องแก่ หนีความแก่ไปไม่พ้น จะต้องเจ็บ หนีความเจ็บไปไม่พ้น จะต้องตาย หนีความตายไปไม่พ้น จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น มีกรรมเป็นของตัว คือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นอนิจจ้งไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เป็นทุกข์ ลำบากเดือดร้อน เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของตนฯ ครั้นพิจารณาแล้วพึงแผ่กุศลทั้งปวง มีการกราบไหว้เป็นต้นนี้ อุทิศให้แก่ท่านผู้มีคุณมีมารดาบิดาเป็นต้น ตลอดจนชั้นสูงสุด คือ พระมหากษัตริย์ ทั้งเทพยดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายว่า จงเป็นสุข ๆ อย่ามีเวรมีภัยเบียดเบียนกันและกัน รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ"

                   "การไหว้ ๕ ครั้งนี้ ถ้าวันไหนขาด ให้ไหว้ใช้หนี้ ๕ ครั้งในวันรุ่งขึ้น ถ้านั่งกระโหย่งเท้าไม่ได้ ก็นั่งพับเพียบ ถ้าไม่ได้ก็นอนไหว้ เมื่อยกมือไม่ขึ้น ก็ปากกับใจ ถ้าทำได้อย่างนี้ เป็นเรื่องพยุงตนให้เป็นคนดี ไม่ให้เป็นคนชั่ว และให้ตั้งอยู่ในที่ดีไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ถ้าผู้ใดประพฤติได้เสมอจนตลอดชีวิต ผู้นั้นจะอุ่นใจในตัวของตัวเอง มีความเจริญงอกงามไพบูล ย์ยิ่ง ๆ ขึ้นเสมอทุกคืนทุกวัน คุ้มครองป้องกันภยันตราย ปราศจากความเสียหายที่ไม่เหลือวิสัย และตั้งตัวได้ในทางคดีโลกและทางคดีธรรมเต็มภูมิเต็มขั้นของตน ๆ ทุกประการ."





                                                   



                  "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานอนุญาตจัดพิมพ์บทพระนิพนธ์ เรื่อง " วิธีสร้างบุญบารมี " เพื่อแจกเป็นธรรมทานซึ่งเป็นการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้ทรงเป็นพระบรมครูของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนา และเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติอันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติสืบต่อไป ขอพระองค์ทรงอนุโมทนา และประทานอนุญาตให้จัดพิมพ์บทพระนิพนธ์ดังกล่าว ขอคุณพระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลบุญบารมีแด่พุทธศสนิกชนและผู้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เทอญ"

                           "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก"

                                            "วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร"

                               "( สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

                                       ตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒ )"

                          " วิธีสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ขั้นตอน คือ การให้ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ที่นิยมเรียกกันว่า ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งการให้ทานหรือการทำทานนั้นเป็นการสร้างบุญที่ต่ำที่สุด ได้บุญน้อยที่สุด ไม่ว่าจะทำมากอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากไปกว่าการถือศีลไปได้ การถือศีลนั้นแม้จะมากอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้นการเจริญภาวนานั้นจึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงได้มากที่สุด "

                          "วิธีสร้างบุญบารมี"

                                 "สมเด็จพระญาณสังวร"

                                 "สกลมหาสังฆปริณายก"

                                                            " คำนำ"

                          "คำว่า บุญ แปลตามศัพท์หรือพยัญชนะว่า ชำระ ฟอกล้าง โดยย่อ หมายถึง บุญส่วนเหตุ ๑ บุญส่วนผล ๑"

                                         "บุญส่วนเหตุนั้น หมายถึง ศึกษา คือ ฟัง เรียนให้รู้ และ ดำรงมั่น เสพปฏิบัติเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย เช่น ปฏิบัติธรรม คือ ทาน ๑ ทมะ ( ฝึกอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น และข่มกิเลส มีราคะเป็นต้น ) ๑ สัญญมะ ( สำรวมกายและวาจา ) ๑"

                         "กล่าวโดยย่อ บุญส่วนเหตุ ได้แก่ กุศลเจตนา กุศลกรรม สุจริต กุศลธรรม บุญกิริยาวัตถุทั้งปวง ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา บารมี คือ พุทธบารมี ปัจเจกโพธิบารมี สาวกบารมี มรรคมีองค์แปด และที่ตรัสยกขึ้นไว้ในปุญญสูตรตอนที่เป็นไวยากรณภาษิคว่า ทาน ทมะ สัญญมะ และในนิคมคาถาว่า ทาน สมจริยา เมตตาจิต ซึ่งล้วนเป็นเครื่องชำระฟอกล้างกิเลสาสวะทั้งปวง"

                         "ส่วนบุญส่วนผล ก็สรุปเข้าในมนุษยสมบัติ เทวสมบัติ นิพพานสมบัติ สรุปเข้าอีกเป็นความสุขที่น่าปรารถนา ใคร่รักพอใจ ตลอดถึงบรมสุข คือ นิพพาน อันเกิดจากกรรมวิสุทธิ์ ความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตน ทำให้บริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ โดยเฉพาะทำให้จิตใจบริสุทธิ์จากกิเลสาสวะไปโดยลำดับจนถึงทั้งหมด "

                                                             " ความหมายของบุญและบารมี"

                          "คำว่า บุญ แปลตามศัพท์ว่า ชำระ ฟอก ล้าง ท่านแสดงว่า แบ่งเป็น ๒ ก่อน คือ บุญที่เป็นส่วนเหตุ ได้แก่ ความดีต่าง ๆ เรียกว่าบุญ เพราะเป็นเครื่องชำระฟอกล้างความชั่ว ๑ บุญที่เป็นส่วนผล คือความสุข ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า " ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข " ดั่งนี้ ๑"

                          "คำว่า บารมี มาจากคำบาลีว่า " ปารมี " มีคำแปลที่นักภาษาศาสตร์ได้ให้ไว้หลายอย่าง จะแสดงแต่บางอย่างคือ แปลว่า อย่างยิ่ง มาจากคำว่า " ปรมะ " ที่ภาษาไทยเรามาใช้ว่า บรม และคำว่าบรมที่แปลว่าอย่างยิ่งนี้ก็มีใช้ทั้ง ๒ ทาง ดีอย่างยิ่งก็บรม เช่นคำว่านิพพาน เป็นบรมสุข ก็คือสุขอย่างยิ่ง สังขารทั้งหลายเป็นบรมทุกข์ คือ ทุกข์อย่างยิ่ง จึงเป็นคำกลาง ๆ ใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง ดั่งนี้ คำว่า บารมี มาจากคำว่า ปรมะ แล้วมาเป็น ปารมี ไทยเรียกว่า บารมี แต่ว่ามีความหมายถึง ส่วนที่ดีเท่านั้น ไม่หมายเป็นกลาง ๆ เหมือนอย่างคำว่า ปรมะ"

                          "เพราะฉะนั้น คำว่า ปารมี จึงมีความหมายที่แปลอีกอย่างหนึ่งว่า เลิศ อย่างยิ่ง ก็คือเลิศหรือประเสริฐ อีกอย่างหนึ่ง บารมีแปลว่าถึงฝั่ง อันหมายความว่านำให้ถึงฝั่ง คือจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น อันหมายความว่า นำจากฝั่งนี้คือโลก ไปสู่ฝั่งโน้นคือ โลกุตตระ เหนือโลก พ้นโลก อันหมายถึง นิพพาน "

                                        " บุญเป็นเหตุแห่งความสุข"

                      "พระพุทธศาสนาสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า " ผู้ใคร่ประโยชน์พึงศึกษาบุญนั่นแล อันมีผลเลิศต่อไป ซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน ๑ ความประพฤติสงบ ๑ เมตตาจิต ๑ บัณฑิตครั้นเจริญธรรม ๓ ประการ อันเป็นเหตุแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข "

                      "พระพุทธภาษิตที่มีมาในปุญญสูตรนี้ ตรัสสอนให้ทุกท่าน ทุกบุคคล ผู้ใคร่ประโยชน์ศึกษาบุญอันเป็นส่วนเหตุให้เกิดผลเลิศต่อไป มีสุขเป็นกำไร เป็นเหตุให้เกิดความสุข คือ ให้เจริญทาน สมจริยา ความประพฤติสงบ และเมตตาจิต รวม ๓ ประการ"

                       "คำว่า " บุญ " แปลตามศัพท์หรือพยัญชนะว่า ชำระ ฟอก ล้าง โดยย่อหมายถึงบุญส่วนเหตุ ๑ บุญส่วนผล ๑"

                       "บุญส่วนเหตุนั้น หมายถึงศึกษา คือ ฟัง เรียน ให้รู้และ ดำรงมั่น เสพปฏิบัติเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย เช่น ปฏิบัติเจริญธรรม ๓ ประการ ดังที่กล่าวแล้วนั้น และในพระบาลีไวยากรณภาษิตอีกแห่งหนึ่ง ได้ตรัสไว้ตอนหนึ่งแปลความว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิอย่างมากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรม ๓ ประการของเรา คือ ทาน ๑ ทมะ ( ฝึกอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น และข่มกิเลส มีราคะเป็นต้น ) ๑ สัญญมะ ( สำรวมกายและวาจา ) ๑ " 

                       "อนึ่ง ได้ตรัสบุญส่วนเหตุไว้ในนิธิกัณฑสูตรว่า" " นิธิ ( ขุมทรัพย์ คือ บุญ ) เป็นสิ่งอันสตรีหรือบุรุษฝังไว้ดีแล้ว ด้วย ทาน ศีล สัญญมะ และทมะ "

                      "บุญส่วนเหตุทั่วไป ก็ได้แก่กุศลเจตนา ดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ( ที่ตั้งแห่งการทำบุญ ) ๓ เหล่านี้ คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน ๑ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล ๑ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา ๑"

                      "บุญส่วนผลนั่น หมายถึงผลวิบากของบุญส่วนเหตุนั่นเอง ดังที่ตรัสไว้ในปุญญสูตรตอนต้นว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ "

                      "ในธรรมบทตรัสแสดงบุญส่วนผลไว้ว่า" " ผู้มีบุญอันทำแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง เขาเห็นความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตน ย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิงทั่ว "

                      "ในนิธิกัณฑสูตร ตรัสแสดงผลวิบากแห่งบุญนิธิโดยพิสดารไว้ว่า นิธิคือบุญนี้ อันบุคคลฝังไว้ดีแล้ว อันใครชนะไม่ได้ มีปกติไปตาม ละไป ย่อมถือเอาบุญนิธินั้นไปในที่พึงไปทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น บุญนิธิโจรนำไปไม่ได้ นิธินั่นให้สิ่งที่ใคร่จะได้ทั้งปวงแก่เทพและมนุษย์ทั้งหลาย เทพและมนุษย์ทั้งหลาย ปรารถนาสิ่งใด ๆ สิ่งนั้นทั้งหมดอันผู้มีบุญนิธิย่อมได้ด้วย บุญนิธินั่น ความมีผิวพรรณงาม ความมีเสียงไพเราะ สัณฐาน ทรวดทรงงาม ความมีรูปงาม ย่อมได้ด้วยบุญนิธินั้น ความเป็นใหญ่ บริวาร ย่อมได้ด้วยบุญนิธินั่น รัชสมบัติแห่งประเทศ ความเป็นใหญ่ จักรพรรดิสุข อันเป็นที่รัก แม้รัชสมบัติแห่งเทพในทิพย์ทั้งหลาย ย่อมได้ด้วยบุญนิธินั่น สมบัติอันเป็นของมนุษย์ ความยินดีในเทวโลกและนิพพานสมบัติ ย่อมได้ด้วยบุญนิธินั่น ความที่ถ้าเมื่ออาศัยความถึงพร้อมด้วยมิตรประกอบด้วยมิตรประกอบทั่วโดยแยบคาย มีความชำนาญในวิชชา วิมุตติ ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ปฏิสัมภิทา ( ปัญญาแตกฉานเฉพาะ ) วิโมกข์ ( ความหลุดพ้น ) และสาวกบารมี ปัจเจกโพธิ พุทธภูมิ ย่อมได้ด้วยบุญนิธินั่น สัมปทานั่น คือบุญสัมปทา ( ความถึงพร้อมด้วยบุญ ) มีประโยชน์ผลที่ต้องการใหญ่อย่างนี้ เพราะเหตุนั่น บัณฑิตทั้งหลายผู้ทรงปัญญา จึงสรรเสริญความเป็นผู้มีบุญอันทำแล้ว"

                      "กล่าวโดยย่อ บุญส่วนเหตุ ได้แก่ กุศลเจตนา กุศลกรรม สุจริต กุศลธรรม บุญกิริยาวัตถุทั้งปวง ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา บารมี คือ พุทธบารมี ปัจเจกโพธิบารมี สาวกบารมี มรรคมีองค์แปด และที่ตรัสยกขึ้นไว้ในปุญญสูตรตอนที่เป็นไวยากรณภาษิตว่า ทาน ทมะ สัญญมะ และในนิคมคาถาว่า ทาน สมจริยา เมตตาจิต ซึ่งล้วนเป็นเครื่องชำระฟอกล้างกิเลสสวะทั้งปวง"

                     "ส่วนบุญส่วนผล ก็สรุปเข้าในมนุษยสมบัติ เทวสมบัติ นิพพานสมบัติ สรุปเข้าอีกเป็นความสุขที่น่าปรารถนาใคร่รัก พอใจ ตลอดถึงบรมสุข คือนิพพาน อันเกิดจากกรรมบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตน ทำให้บริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ โดยเฉพาะทำให้จิตบริสุทธิ์จากกิเลสสวะไปโดยลำดับจนถึงทั้งหมด"

                    "ในรัตนัตตยปภาวาภิยาจนคาถา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ แสดงไว้ว่า พระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บริสุทธิ์สูงสุด ประเสริฐสุดในโลก ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง แก่ผู้เลื่อมใสแล้ว ใคร่ปรารถนาความบริสุทธิ์แห่งตน ปฏิบัติอยู่โดยชอบ ความบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวง เป็นความดับจากทุกข์ทั้งหลาย นิพพานเป็นบรมสูญ คือว่างอย่างยิ่ง ( จากกิเลสสวะทั้งหมด ) เป็นบรมสุข คือสุขอย่างยิ่ง"

                      "และได้มีอีกคาถาหนึ่งแสดงอธิบายนิพพานว่า ความบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวง เป็นความดับทุกข์ทั้งหลาย ความดับนั้นเป็นสันติ คือ ความสงบแห่งใจ เรียกว่านิพพาน"

                      "ในปุญญสูตร ตรัสแสดงบุญส่วนผลก่อน คือ สุขพร้อมทั้งสุขสมบัติ แล้วตรัสบุญส่วนเหตุ คือ ทาน ทมะ ( ฝึกอินทรีย์มีตาเป็นต้นข่มกิเลส ) สัญญมะ ( สำรวมกายและวาจา ) ส่วนในนิคมคาถาของพระสูตรนี้แสดงบุญส่วนเหตุคือ ทาน สมจริยา เมตตาจิต แม้ชื่อธรรมดาต่างกันบ้าง ส่วนใจความก็เป็นอันเดียวกัน"

                       "ทาน คือ การให้การบริจาคพัสดุต่าง ๆ มีข้าวน้ำ เป็นต้น เกื้อกูลผู้รับตามที่ต้องการ ตามที่ควรให้ พระสุคตตรัสสรรเสริญ การเลือกให้ ได้มีแบ่งทานเป็น ๒ คือ อามิสทาน ให้อามิสสิ่งของ ธรรมทาน ให้ธรรมสั่งสอนหรือสอนแนะนำ การตั้งโรงเรียนก็จัดเข้าในข้อนี้ ทานข้อนี้ จัดเข้าในข้อทานมัย บุญกิริยาวัตถุ"

                       "สมจริยา ความประพฤติสงบ ความประพฤติสมควร ความประพฤติสม่ำเสมอ ก็ได้แก่ศีล ความสำรวมระวังกายวาจา ด้วยความตั้งใจ งดเว้นกรรมที่ก่อภัยเวรต่าง ๆ เป็นต้น ที่ควรงดเว้น เช่นงดเว้นตามหลักศีล ๕ ข้อนี้จึงตรงกับสัญญมะ ความสำรวมกายวาจาด้วยความตั้งใจที่หมายถึงศีล ข้อนี้จัดเข้าในสีลมัยบุญกิริยาวัตถุ"

                       "เมตตาจิต จิตมีเมตตา รักใคร่ผูกเยื่อใย ปรารถนาให้เจริญสุข มีความรู้สึกเป็นมิตร ดังที่เรียกว่ามีมิตรจิต มิตรใจ เมตตามีอันเป็นไปในอาการให้ประโยชน์เกื้อกูลเป็นลักษณะ มีการนำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเป็นรส คือเป็นกิจหน้าที่พึงทำ มีการปลดเปลื้องโทสะพยาบาทอาฆาตเป็นเครื่องปรากฏ มีการแสดงความพอใจของสัตว์ทั้งหลายเป็นปทัฏฐานความสงบ พยาบาทเป็นสมบัติของเมตตา ความมีเสน่หาราคะเป็นวิบัติของเมตตา เมตตาจิตนี้เป็นทมะประการหนึ่ง เพราะเป็นการฝึกจิตให้เป็นเมตตาจิต มิให้เป็นจิตพยาบาท เพราะเป็นการข่มกิเลสมีโทสะพยาบาทอาฆาตเป็นต้น ทั้งเมตตานี้เป็นเหตุให้ทำทาน ให้สมาทานศีลหรือสมจริยาหรือสัญญมะด้วย เมตตาจิตข้อนี้จัดเข้าในภาวนามัยบุญกิริยาวัตถุ"

                      "บุญส่วนเหตุ ๓ ข้อนี้ ให้เกิดผลเป็นบุญส่วนผลทั้งปวงคือความสุขตามที่ตรัสไว้ในนิคมคาถาว่า มีผลเลิศต่อไป มีสุขเป็นกำไร เป็นเหตุแห่งสุข เข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียนเป็นสุข ทั้งโลกนี้โลกหน้า จึงตรัสสอนมิให้กลัวต่อบุญเพราะบุญเป็นชื่อแห่งความสุข "

                                                     " ทุกชีวิตอาศัยบุญ"

                      "ทุก ๆ คนที่มีความสุขความเจริญอยู่ ดังเช่นที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะได้รับความดีจากท่านผู้มีความมุ่งดีทั้งหลายเป็นต้นว่า ได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยความรักทะนุถนอมของมารดา บิดาหรือญาติหรือของผู้รับอุปการะตั้งแต่เกิดมาโดยลำดับ ได้รับการสั่งสอนอบรมศิลปวิทยาจากครูอาจารย์ ได้รับการปกครองเป็นส่วนรวมจากประเทศชาติ ท่านผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้ ล้วนได้ประกอบความดีให้แก่ตัวเราทุก ๆ คน ทำให้เราทุก ๆ คน สามารถดำรงชีวิตเติบโตขึ้นมา มีความสุขความเจริญจนถึงเพียงนี้ได้ ถ้าท่านเหล่านี้ล้วนก่อความชั่วร้ายเสียหายให้ หรือแม้ไม่ก่อให้ เพียงแต่หยุุดอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำความดีให้ตัวเรา ทุก ๆ คนเกิดมาแล้ว ก็คงไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ หรือแม้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ก็คงไม่ได้รับการศึกษาให้ได้ความรู้เป็นอันขาด ทางที่จะให้เกิดความเจริญฉะนั้น จึงกล่าวได้อย่างเต็มที่ว่า ทุก ๆ คนเป็นหนี้ความดีของท่าน ซึ่งได้ประกอบก่อเกื้อให้แก่ตนมาโดยลำดับ ความดีและความชั่วที่ตรงกันข้าม จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และความดีของคนดีทั้งหลายเป็นเครื่องเกื้อกูลตัวเราทุก ๆ คน ความชั่วก็เป็นเครื่องตัดรอนตัวเราทุก ๆ คน เฉพาะตัวเราเองนี้แหละสำคัญนัก ถ้าทำดี ก็เป็นความดีเป็นศรีมงคลแก่ตัว ถ้าทำชั่วก็เป็นความชั่วเป็นกาลี เป็นอัปมงคลแก่ตัว เมื่อกล่าวให้กว้างออกไป โลกต้องพึ่งความดีของคนดีทั้งหลาย จึงเกิดความสุขความเจริญ ส่วนความชั่วของคนชั่วทั้งหลาย เป็นเครื่องทำลายโลก "

                                                         " วิธีสร้างบุญ"

                           "ความดีดังที่กล่าวมานั้น คือ บุญ ส่วนความชั่วที่ตรงกันข้าม คือ บาป คำว่าบุญ แปลตามศัพท์ว่า ชำระ ฟอก ล้าง ท่านแสดงว่า แบ่งเป็น ๒ ก่อน คือบุญที่เป็นส่วนเหตุ ได้แก่ ความดีต่าง ๆ เรียกว่าเป็นบุญ เพราะเป็นเครื่องชำระฟอกล้างความชั่ว ๑ บุญที่เป็นส่วนผล คือความสุขดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แปลความว่า " ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข " ดั่งนี้ ๑ บุญที่เป็นส่วนเหตุคือความดีนั้น เกิดจากการกระทำ ถ้าอยู่เฉย ๆ ไม่ทำก็ไม่เกิดเป็นบุญขึ้น การกระทำบุญเรียกว่า บุญกิริยา จำต้องมีวัตถุ คือสิ่งเป็นที่ตั้ง หรือเรื่องของการกระทำซึ่งเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ แ ปลว่า สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการกระทำบุญ หรือเรื่องแห่งการกระทำ บุญ ทางพระพุทธศาสนาท่านแสดงไว้โดยย่อ ๓ อย่างคือ"

                           "( ๑ ) ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน"

                           "( ๒ ) สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล"

                           "( ๓ ) ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา"

                           "บุญคือความดีทั้ง ๓ ข้อนี้ เรียกว่าเป็นบุญ เพราะเป็นเครื่องชำระล้างความชั่ว ตลอดถึงรากเหง้าของความชั่ว รากเหง้าของความชั่วนั้นเรียกว่า อกุศลมูล ( รากเหง้าของอกุศล ) มี ๓ อย่างคือ โลภะ อยากได้ ๑ โทสะ คิดประทุษร้ายเขา ๑ โมหะ หลงไม่รู้จริง ๑ ชำระล้างได้อย่างไร จักแสดงต่อไปโดยย่อ "

                                                            " สร้างบุญด้วยการให้ทาน"

                           "ทาน แปลว่า เจตนาเป็นเหตุให้ก็ได้ การให้ก็ได้ สิ่งของที่ให้ก็ได้ การให้ทานทางพระพุทธศาสนา ประสงค์ให้รู้จักเลือกให้ คือเลือกบุคคล ผู้รับว่าเป็นผู้สมควร เลือกวัตถุ สิ่งของให้เหมาะสม และตั้งเจตนาให้ดีว่า เพื่อบูชาหรือเพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์ และให้รู้จักประมาณให้เกิดความสุขทั้งแก่ผู้ให้ทั้งผู้รับ มิใช่ว่าเมื่อให้ไปแล้ว ผู้ให้เองกลับขาดแคลนเป็นทุกข์หรือให้สิ่งที่มีโทษไป ผู้รับไปใช้ทำให้เป็นทุกข์ เดี๋ยวนี้เมื่อพูดกันว่าให้ทานมักเข้าใจกันว่า คือให้แก่คนขอทานต่าง ๆ เมื่อให้แก่พระหรือแก่ทางศาสนาหรือแก่วัด เรียกว่า ทำบุญ ความจริงก็เป็นการให้ทานทั้งนั้น การให้ทานมีความหมายอย่างกว้าง ๆ ว่า การสละบริจาคสิ่งอะไรแก่ใคร ๆ หรือแก่องค์กรอะไร ๆ ด้วยการให้เปล่า มิใช่เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือให้เช่า และมีความหมายตลอดถึงการให้กำลังกาย กำลังวาจา กำลังใจ กำลังความคิดความรู้ ช่วยในทางต่าง ๆ สรุปลงแล้วก็มี ๒ อย่าง คือ อามิสทาน ให้พัสดุสิ่งของ อันเป็นกำลังทรัพย์และกำลังภายนอกต่าง ๆ ๑ ธรรมทาน ให้ธรรม อย่างบอกศิลปวิทยาให้ บอกทางของความดีความชั่วต่าง ๆ ให้ ๑ ตามความหมายนี้ทานจึงมีครอบคลุมอยู่โดยทั่ว ๆ ไป มารดาบิดาได้ให้ชีวิตเลือดเนื้อและการอุปการะเลี้ยงดูบุตรธิดามาโดยลำดับ ครูอาจารย์ได้ให้ศิลปวิทยาแก่ศิษย์ พระมหากษัตริย์พร้อมทั้งรัฐบาลได้ให้การปกครองบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาราษฎร พระพุทธเจ้าได้ให้พระธรรมแก่โลก และในทางตอบสนอง บุตรธิดาก็ให้แก่มารดาบิดาด้วยการปฏิบัติตอบแทนพระคุณท่านต่าง ๆ ศิษย์ให้แก่ครูอาจารย์ด้วยการตั้งใจเรียนดีประพฤติดี และตอบแทนอย่างอื่น ๆ ตามโอกาส ประชาราษฎรก็ให้ภาษีอากรถวายเป็นราชพลีและประพฤติตนให้ชอบด้วยหน้าที่ของพลเมืองดี มีความซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีในพระมหากษัตริย์และประเทศชาติ พุทธศาสนิกชนก็บริจาคอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และปฏิบัติพระพุทธศาสนาตามสามารถ เมื่อทุกฝ่ายต่างให้แก่กันและกันในทางที่ชอบ จึงเกิดความสุขความเจริญ การให้ทานนี้ ขัดกับโลภะ ความอยากได้และมัจฉริยะความตระหนี่เหนียวแน่น เพราะความโลภเป็นเหตุให้รวบรวมเข้ามา ความตระหนี่เป็นเหตุให้หวงแหนไว้ ถ้าทุก ๆ ฝ่ายต่างรวบรวมเข้ามาและหวงแหนไว้แต่อย่างเดียว ก็จะเกิดความขาดแคลนอย่างยิ่งแก่ผู้ที่ไม่สามารถ ซึ่งมีอยู่เป็นอันมาก แต่การขาดแคลนนั้นจักหายไป ในเมื่อทุก ๆ ฝ่ายต่างให้ทานแก่กันและกันตามฐานะ และการให้ทานนั้นก็แสดงว่าเป็นการชนะใจ คือการชนะความโลภ ความตระหนี่ ให้ทานออกไปคราวหนึ่ง ก็ชำระล้างความโลภ ความตระหนี่ในสิ่งที่ให้นั้นได้คราวหนึ่ง "

                                                     " การให้ทานที่ได้บุญมาก"

                         "ความดีที่ควรทำมีอยู่เป็นอันมาก รวมเป็นข้อใหญ่ได้ ๓ อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา ทานคือการให้ ไม่ใช่มีความหมายแคบ ๆ เพียงให้เงินทองข้าวของแก่ภิกษุสามเณรหรือคนยากไร้ขาดแคลนเท่านั้น ทานที่สำคัญที่สุดคืออภัยทาน ทานคือการให้อภัย การให้ทานไม่ว่าจะเป็นข้าวของเงินทอง จุดมุ่งหมายที่แลเห็นชัด ๆ คือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่จุดสำคัญที่ควรเข้าใจก็คือเพื่อชำระกิเลสนั่นแหละถูก ให้ทานโดยมุ่งผลตอบแทนเป็นลาภยศสรรเสริญไม่ถูก ขอให้อย่าลืมความสำคัญประการนี้ มีสติระลึกรู้ไว้ให้เสมอว่า การให้ทานแต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าเพื่อช่วยทุกข์ผู้อื่นอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเพื่อละกิเลสกองโลภะด้วย อย่าคิดจะช่วยทุกข์ผู้อื่นไปพร้อมกับที่คิดว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นความมีลาภยศสรรเสริญสุขจากการให้นั้นด้วย แล้วดีใจว่าการให้ทานของตนเป็นการยิงนกทีเดียวได้สองตัว ได้ทั้งผู้อื่นและจะได้ลาภยศสรรเสริญสุขของตนด้วย ถ้าจะดีใจว่ายิงนกทีเดียวได้สองตัว ก็ให้เป็นสองตัวคนละอย่าง คือตัวหนึ่งเป็นการช่วยบำบัดทุกข์ของผู้อื่น อีกตัวหนึ่งเป็นการละกิเลสในใจตนไปพร้อมกัน ให้ดีใจเช่นนี้นับว่าใช้ได้เป็นการไม่ผิด"

                         "การให้อภัยทานสำคัญกว่าให้ทานด้วยทรัพย์สิ่งของ อภัยทานนี้เป็นเครื่องละกิเลสกองโทสะโดยตรง เมื่อมีผู้ทำให้ไม่ถูกใจแทนที่จะโกรธเกลียดก็ให้อภัยเสีย นี้คืออภัยทาน เมื่อมีเหตุมาทำให้โกรธแล้วกลับไม่โกรธ อภัยให้เช่นนี้ไม่ใช่ผู้ใดจะได้รับผลดีของอภัยทานก่อนเจ้าตัวผู้ให้เองโกรธเกลียด อะไรเหล่านี้ทำให้จิตใจเร่าร้อนไม่แจ่มใสเป็นสุข เลิกโกรธเกลียดเสียได้เป็นอภัยทาน เป็นเหตุให้ไม่เร่าร้อนให้แจ่มใสเป็นสุข ถ้าผู้ใดไม่เคยได้รับรสแห่งความสุขที่เกิดจากอภัยทาน ก็ลองดูได้ เพื่อให้ได้รับรสนั้นได้ ลองกันได้ในทันทีนี้แหละ เพราะคงจะมีที่นึกขัดเคืองโกรธเกลียดใครอยู่บ้างในขณะนี้ พิจารณาดูใจตนว่า เมื่อรู้สึกเช่นนั้นใจเป็นสุขแจ่มใส หรือพิจารณาให้เห็นจริง ก็จะเห็นว่าใจขุ่นมัวมากหรือน้อยเท่านั้น น้อยก็เพียงขุ่น ๆ มากก็จะถึงร้อน เมื่อพิจารณาเห็นสภาพเช่นนั้นของใจที่มีความไม่ชอบใจ หรือความโกรธความเกลียดแล้วเพื่อลองรับรสของความสุขจากอภัยทาน ก็ให้คิดให้อภัยผู้ที่กำลังถูกโกรธถูกเกลียดอยู่ในขณะนั้น ต้องคิดให้อภัยจริง ๆ  เลิกโกรธละ อภัยให้จริง ๆ ละ ถ้าอภัยได้จริง เลิกโกรธเกลียดได้จริง แล้วให้ย้อนพิจารณาดูใจตนเอง จะรู้สึกถึงความเบาสบายแจ่มใส ผิดกับเมื่อครู่ก่อนอย่างแน่นอน อภัยทานนี้จึงมีคุณยิ่งนักแก่จิตใจ"

                         "อย่าคิดว่าคนนั้นคนนี้ทำผิดมาก ต้องโกรธ ต้องไม่ให้อภัย เรื่องอะไรจะไปให้อภัยในเมื่อร้ายกับเราถึงเพียงนั้น เพียงนี้ คิดเช่นนี้แล้วก็ไม่ยอมอภัยให้ มิหนำซ้ำกลับหาเหตุมาทำให้โกรธมากขึ้นกว่าเดิม การคิดเช่นนี้อย่าเข้าใจว่าเป็นการลงโทษผู้ที่ว่ามาร้ายกับตนมากจนไม่ต้องการให้อภัย ความจริงเป็นการทำโทษตัวเองต่างหาก เมื่อใจตัวเองต้องร้อนเร่า เพราะความไม่อภัย จะเรียกว่าเป็นการทำโทษผู้อื่นจะถูกได้อย่างไร ต้องเรียกว่าเป็นการทำโทษตัวเองนั่นแหละถูก ผู้มีปัญญาพึงใช้ปัญญาเพียงพอให้เห็นประจักษ์แก่ใจถึงคุณของอภัยทาน และโทษของการไม่ยอมอภัย"

                                                  " รู้จักให้ ทำให้ความโกรธมลาย"

                          "การให้มีคุณ ผู้ให้สบายใจกว่าผู้รับ แม้คนโลภจะอยากได้นั่นได้นี่ ของคนนั้นคนนี้อยู่เสมอ เวลาได้ไปก็ยินดีพอใจแล้วก็อยากได้ต่อไป ความสบายใจของคนโลภ หรือผู้รับย่อมไม่มีอยู่นาน ประเดี๋ยวเดียวที่สบายใจในการได้ แล้วก็จะร้อนใจต่อไปอีก เพราะความอยากได้อย่างอื่นต่อไปอีก ความอยากได้ของผู้รับที่ไม่มีเวลาหยุดนั้นเองที่ทำให้ผู้รับไม่เป็นสุขเหมือนผู้ให้ ผู้ให้โดยเฉพาะผู้ที่ให้ด้วยความเต็มใจ ยินดีที่จะอนุเคราะห์ สงเคราะห์ย่อมมีความสบายใจที่ได้ทำสิ่งที่ปรารถนา"

                         "ผู้ให้นั้นยิ่งมีความสบายใจ ย่อมมีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้ ผู้ไม่เคยเป็นผู้ให้ย่อมไม่เคยรู้รสของการเป็นผู้ให้ อันนี้ไม่ได้หมายเพียงการให้ทรัพย์สินเงินทองสิ่งของเท่านั้น การให้อภัยทานก็รวมอยู่ด้วย ทั้งการให้อภัยทานยังให้ความสุขแก่จิตใจเป็นพิเศษอีกด้วย คนโกรธมีความร้อนคนไม่โกรธไม่มีความร้อน นึกดูเพียงเท่านี้ก็พอเข้าใจว่าอภัยทานมีคุณเพียงไร"

                         "อภัยทาน คือ การทำใจให้หายโกรธ ผู้ใดทำให้โกรธ ถ้าให้อภัยเสียก็หายโกรธ เขาจะรู้หรือไม่รู้ เราผู้โกรธแล้วให้อภัยจนหายโกรธนั้นแหละเป็นผู้รู้ว่า จิตใจของเราขณะเมื่อยังไม่ได้ให้อภัย กับเมื่อให้อภัยแล้วแตกต่างกันมาก ร้อนเย็นผิดกันมาก ขุ่นมัวแจ่มใสผิดกันมาก"

                         "วิธีจะทำให้หายโกรธที่ได้ผลแน่นอนก็คือให้ทำใจให้สงบเป็นขั้นแรก เมื่อใจสงบ ซึ่งจะต้องอาศัยวิธีให้ใจถอนจากเรื่องที่ทำให้โกรธอยู่กับเรื่องอื่น ผู้ปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา ใช้วิธีท่อง พุทโธ หรือ ธัมโม สังโฆ จนใจสงบ เมื่อใจอยู่กับพุทโธ หรือธัมโม สังโฆ ถอนจากเรื่องที่เป็นเหตุให้โกรธ ความไม่คิดถึงเรื่องที่ทำให้โกรธก็จะเกิดขึ้นในขณะนั้น แม้เพียงชั่วระยะหนึ่งก็ยังดี เมื่อใจสงบเช่นนั้นแล้ว ให้คิดเปรียบเทียบดูว่า เวลาที่กำลังโกรธกับเวลาที่หยุดโกรธแม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม มีความเย็นใจในเวลาไหน เวลาโกรธหรือเวลาหายโกรธ ย่อมจะได้คำตอบที่ถูกต้องแน่นอน และถ้าไม่ดื้อจนเกินไป ก็คงจะพยายามรักษาความเย็นใจไว้ อาจจะท่องพุทโธต่อไปให้นานเท่าที่มีเวลาจะทำได้ก็ได้ หรืออาจจะพยายามคิดว่าความโกรธ ไม่เป็นคุณอย่างใดเลย เป็นโทษเท่านั้น และความโกรธจะหายไปไม่ได้ ถ้าไม่อภัยให้ผู้เป็นเหตุแห่งความโกรธเสีย"

                         "ที่ว่าความโกรธจะหายไปไม่ได้นั้นหมายความว่า ความโกรธที่จะต้องดับไปแน่นอนตามธรรมดาของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เมื่อมีเกิดต้องมีดับ แต่การที่ความโกรธดับไปเองตามหลักธรรมดาจะไม่หมดไปจากใจ จักฝังอยู่เป็นความมัวหมองของใจ แม้จะสังเกตเห็นไม่ได้ในขณะที่ดับ แต่เมื่อถึงเวลาเกิดขึ้นอีกจะเพิ่มมากขึ้น คนที่อะไรนิดอะไรหน่อยก็โกรธนั้น เป็นผู้ที่มีความโกรธฝังสะสมอยู่ในใจแล้วเป็นอันมาก ความโกรธนั้นเกิดขึ้นทีหนึ่ง แม้ดับไปแล้วก็จะไม่หายไปไหน แต่จะฝังอยู่ในใจ เป็นพื้นแห่งความเศร้าหมองไม่บริสุทธิ์ผ่องใส แต่ถ้าหาเหตุผลให้เกิดความรู้สึกไม่ถือโกรธ คือให้อภัยเสียได้ในทันที ไม่ปล่อยให้ดับไปเองตามหลักธรรมดา นั้นแหละจึงจะทำให้ความโกรธในเรื่องนั้น ๆ ไม่ฝังลงเป็นพื้นใจต่อไป แต่จะหมดสิ้นไปได้เลย เหมือนสีที่หยดลงพื้น ถ้าใช้น้ำมันเช็ดเสียให้สะอาดหมดจดทันทีก็จะไม่ฝังลงในเนื้อ แต่ถ้าไม่เช็ดให้หมดจดทิ้งไว้แม้จะแห้งไม่ติดมือติดเท้า แต่ก็จะเป็นรอยมลทินติดอยู่อย่างแน่นอน แม้จะขูดขัดในภายหลังก็ยากที่จะสะอาดได้จริง สู้ทำความสะอาดเสียทันท่วงทีไม่ได้ อภัยทานเปรียบเหมือนการทำความสะอาดในทันทีนั่นเอง"

                                                   " องค์ประกอบของทานที่สมบูรณ์"

                          "องค์สมบัติของทานนั้นตรัสไว้ว่ามี ๓ อย่าง คือ เจตนาสมบัติ ถึงพร้อมด้วยเจตนา หมายความว่า มีเจตนาดีในกาลทั้ง ๓ คือ ก่อนให้ กำลังให้ และให้แล้ว วัตถุสมบัติ ถึงพร้อมด้วยวัตถุ คือมีวัตถุที่สมควรจะให้ อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ ปฏิคาหกสมบัติ ถึงพร้อมด้วยผู้รับ คือมีผู้รับที่สมควร"

                          "เจตนาสมบัติข้อแรก ถ้าคิดดูสักหน่อยก็จะเห็นว่า มีความสำคัญเป็นประการแรก เพราะถ้าไม่มีเจตนาจะให้เกิดขึ้น การให้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ หรือมีเจตนาจะให้เหมือนกัน แต่มิใช่ให้ในทางเป็นบุญ ให้ในทางเป็นสินบนเป็นต้นก็ไม่เรียกว่า เป็นเจตนาสมบัติ เมื่อมีเจตนาที่จะสละบริจาคเพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์บูชาแก่ผู้ที่มีความสมควรเช่นนั้นจึงจะเป็นเจตนาสมบัติ"

                          "วัตถุสมบัติก็มีความสำคัญ เพราะจะต้องมีวัตถุอันสมควร หมายถึงวัตถุที่เป็นของตน อันเกิดจากการแสวงหาได้มาในทางที่ชอบ ทั้งเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ เช่นถ้าผู้รับขาดแคลนอาหาร ก็ให้อาหาร ผู้รับขาดแคลนยา ก็ให้ยาเป็นต้น สมบัติข้อนี้จึงได้แก่ผู้ที่มีทรัพย์สิ่งของ ถ้าไร้ทรัพย์ก็ไม่อาจจะทำทานได้"

                           "ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้แสวงหาทรัพย์ก่อน ดังที่มีในหลักธรรมว่าด้วยประโยชน์ปัจจุบัน และเมื่อแสวงหาได้ทรัพย์มาแล้ว ยังทรงสอนให้แบ่งทรัพย์ออกเป็นส่วน ๆ เช่นได้ตรัสสอนไว้ในพระสูตรหนึ่งว่า " พึงแบ่งโภคะออกเป็น ๔ ส่วน คือบริโภคใช้สอยส่วนหนึ่ง ประกอบการงานสองส่วน เก็บไว้ส่วนหนึ่งสำหรับคราวอันตราย " ส่วนปฏิคาหกสมบัติข้อท้ายก็มีความสำคัญ เพราะจะต้องได้ผู้ที่สมควรจะรับมิใช่ว่าจะควรให้โดยไม่เลือก"

                           "ได้มีสุภาษิตกล่าว่า " ทานที่เลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญ " ทานที่ประกอบด้วยองค์สมบัติทั้งสามนี้ เป็นทานที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา "

                                                " สร้างบุญด้วยการรักษาศีล"

                             "ศีล แปลว่า ปกติ หมายถึง ปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ เพราะมีใจคิดงดเว้นจากโทษทางกาย ทางวาจาที่ควรงดเว้น ดังเช่นที่ระบุไว้ในศีล ๕ ศีลจึงสำเร็จด้วยวิรัติเจตนา แปลว่า เจตนาคิดงดเว้น คำว่าวิรัติ กับคำว่า เวรมณี แปลว่างดเว้นเหมือนกัน วิรัติโดยทั่วไปมี ๓ คือ"

                             "๑. สัมปัตตวิรัติ ความเว้นจากวัตถุที่จะพึงล่วงได้ อันมาถึงเฉพาะหน้า คือไม่ได้รับถือศีลมาก่อน แต่เมื่อได้พบสัตว์มีชีวิตที่จะฆ่าได้ ไปพบทรัพย์ที่จะลักได้ แต่ก็เว้นได้ไม่ฆ่า ไม่ลัก เป็นต้น ความคิดงดเว้นได้อย่างนี้ก็เป็นศีลเหมือนกัน แต่ถ้างดเว้นเพราะไม่ได้โอกาส ไม่จัดว่าเป็นศีล"

                             "๒. สมาทานวิรัติ ความงดเว้นด้วยอำนาจการถือเป็นกิจวัตร การรับศีลที่เรียกว่า สมาทานศีล เพราะคำว่า สมาทาน แปลว่าการรับถือ จะสมาทานด้วยตนเอง คือตั้งจิตว่าจะงดเว้นจากโทษข้อนั้น ๆ เองก็ได้ จะสมาทานด้วยรับจากผู้อื่น ซึ่งเป็นผู้มีศีลเช่นจากพระภิกษุสามเณรก็ได้ ถึงแม้จะรับจากผู้อื่นก็มิใช่จะรับแต่ปาก ต้องตั้งใจรับถึงจะได้ศีลก่อน แต่รับศีลจากผู้มีศีล มีธรรมเนียมของสรณะและศีลดังกล่าวแล้ว"

                            "๓. สมุจเฉทวิรัติ ความเว้นด้วยตัดขาดมีอันไม่ทำอย่างนั้น เป็นปกติตามภูมิของคนผู้ปฏิบัติ ท่านกล่าวว่าเป็นวิรัติของพระอริยเจ้า แต่เมื่อจะอธิบายให้ฟังทั่ว ๆ ไป ก็อาจอธิบายได้ว่า คือเว้นจนเป็นปกติของตนจริง ๆ"

                            "สรุปเบญจศีล คือ"

                           "๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์มีชีวิต"

                            "๒. เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยจิตคิดลัก"

                            "๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม"

                            "๔. เว้นจากการกล่าวเท็จ"

                            "๕. เว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท"

                            "เบญจธรรม แปลว่า ธรรม ๕ ประการ คำว่า ธรรม แปลว่า ทรงไว้หรือดำรงรักษาไว้ ในที่นี้หมายถึงส่วนที่ดี จึงมีความหมายว่า ทรงคือรักษาไว้หรือดำรงรักษาไว้ ๕ ประการ ในที่นี้หมายถึงธรรมที่คู่กันกับศีล ๕ เรียกว่า กัลยาณธรรม แปลว่า ธรรมงาม เป็นเครื่องบำรุงจิตใจให้งดงาม สร้างอัธยาศัยนิสัยที่ดี ศีลเป็นเหตุให้งดเว้นไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษ ถ้ามีเพียงศีลก็มีเพียงงดเว้นได้จากโทษ แต่ก็ยังมิได้ทำคุณความดี ต่อเมื่อมีธรรมอยู่ด้วยจึงจะเป็นเหตุให้ทำคุณความดี ยกตัวอย่าง เช่น รักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เดินไปพบคนนอนหลับอยู่ในทางรถไฟมีรถไฟแล่นมาแต่ไกล ควรจะปลุกบอกเขาได้แต่ไม่ปลุกบอก อย่างนี้ศีลไม่ขาดเพราะมิได้ไปฆ่าเขา แต่ขาดธรรม ตือเมตตา ต่อเมื่อปลุกให้เขารีบหลีกออกเสียจากรางด้วยเมตตาจิต จึงจะชื่อว่ามีธรรม ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสทั้งศีลทั้งธรรมคู่กันไว้ในที่หลายแห่งว่า " มีศีลมีกัลยาณธรรม " ดังนี้"

                           "๑. เมตตากรุณา                           คู่กับศีลสิกขาบทที่ ๑"

                            "๒. สัมมาอาชีวะ                            คู่กับศีลสิกขาบทที่ ๒"

                            "๓. ความสำรวมในกาม                  คู่กับศีลสิกขาบทที่ ๓"

                            "๔. ความมีสัจจะ                            คู่กับศีลสิกขาบทที่ ๔"

                            "๕. ความมีสติรอบคอบ                   คู่กับศีลสิกขาบทที่ ๕"

                           "เบญจธรรมนี้ไม่ต้องขออย่างขอศีล ให้ปฏิบัติอบรมปมเพาะปลูกให้มีขึ้นประจำจิตใจด้วยตนเอง ได้มีพุทธภาษิตตรัสไว้ที่แปลความว่า " พึงประพฤติสุจริตธรรม ไม่ประพฤติทุจริตธรรม ผู้ประพฤติธรรมโดยปกติย่อมอยู่เป็นสุข ทั้งโลกนี้ ทั้งในโลกอื่น "

                           "ศีลเป็นความดีที่สูงกว่าทานขึ้นมาอีดขั้นหนึ่ง มีความหมายกว้าง ๆ ว่า ความประพฤติงดเว้นจากการเบียดเบียนกันและกันให้เดือดร้อนเรียกว่าอภัยทาน แปลว่าให้อภัย คือ ให้ความไม่มีเวรมีภัยแก่ใคร ๆ เรียกว่า เป็นบุญ เพราะเป็นเครื่องชำระล้างโทสะ คือ ความคิดประทุษร้ายเขา เมื่อรักษาศีลไว้ได้ก็เป็นอันชำระใจในข้อนี้ "

                                                   " สร้างบุญด้วยการภาวนา"

                           "คำว่า ภาวนา ไม่ใช่หมายถึงการท่องบ่นอะไรเบา ๆ ในใจอย่างไม่รู้เรื่อง ดังที่เข้าใจกันอยู่โดยมาก ตามศัพท์แปลว่า การทำให้มีขึ้น ให้เป็นขึ้น จึงมีความหมายถึงการปฏิบัติ ให้บังเกิดผลได้อย่างจริงจัง เหมือนอย่างเรียนมาแล้วทำไม่ได้ ไม่เรียกว่า ภาวนา ต่อเมื่อมาปฏิบัติหรือทำให้มีขึ้นให้เป็นขึ้น จึงเรียกว่า ภาวนา คำว่า ภาวนา จึงมีความหมายแข็งแรง เป็นภาคปฏิบัติโดยตรง ในที่นี้หมายถึง การอบรมจิตใจให้ตั้งมั่น จัดเป็นจิตตสิกขา หรือสมาธิ ๑ อบรมความรู้ความเห็นที่ถูกชอบให้มีขึ้น จัดเป็นปัญญาสิกขา ๑ รวมความแล้ว อบรมใจให้บริสุทธิ์สะอาด ให้สว่างไสวด้วยสมาธิและปัญญา เรียกว่า เป็นบุญ คือความดีที่สูงกว่าศีลขึ้นมา เพราะเป็นเครื่องชำระล้างโมหะ คือความหลง ไม่รู้จริงให้หมดไป "

                                                             " ผลของบุญ"

                            "บุญ คือความดี อันได้แก่ทาน ศีล และภาวนา ดังกล่าวมานี้เป็นบุญส่วนเหตุ ให้บังเกิดผล คือความสุข ซึ่งท่านจัดเป็นบุญอีกเหมือนกัน เรียกว่าส่วนผล ซึ่งเกิดจากความบริสุทธิ์ใจ จิตใจที่กลุ้มรุมอยู่ด้วยอกุศลมูลคือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นจิตใจบาป เมื่อจิตใจบาปเสียแล้ว ก็เป็นเหตุให้ทำบาปต่าง ๆ ส่วนจิตใจที่ชำระ โลภะ โทสะ โมหะ ออกเสียได้ หรือจะพูดว่าเป็นจิตใจที่ประกอบด้วยอโลภะ ไม่อยากได้ อโทสะ ไม่คิดประทุษร้ายเขา อโมหะ ไม่หลง ก็ได้ เป็นจิตใจบุญ เมื่อมีจิตใจเป็นบุญ ก็เป็นเหตุให้ทำบุญต่าง ๆ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ทั้ง ๓ นี้ ท่านเรียกว่า กุศลมูล แปลว่ารากเหง้าของกุศล ตรงกันข้ามกับอกุศลมูล โดยความคือ จิตใจบาปและจิตใจบุญนั้นเอง กุศล แปลว่า กิจของคนฉลาด หมายถึงความดี เช่นเดียวกับบุญ อกุศล แปลว่า กิจของคนไม่ฉลาด หมายถึง ความชั่วเช่นเดียวกับบาป สรุปความว่า ผลของบุญคือความดีนั้น คือความสุขที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจ เพราะการทำบุญคือ ความดีโดยตรง มุ่งชำระฟอกล้างจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดจากโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นการอกุสลดังกล่าวมาแล้ว นี้เรียกว่า ทำบุญ เพื่อบุญ หรือ ทำความดี เพื่อความดี แต่ละคนถ้าลองหัดทำบุญเพื่อบุญดังกล่าว จะได้ความสุขอันเกิดจากความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งเป็นความสุขอย่างบริสุทธิ์ในปัจจุบันที่ทำนี้เอง ทางพระพุทธศาสนามุ่งผลดีที่เป็นปัจจุบันเช่นนี้ มิใช่มุ่งผลแก่คนที่ตายไปแล้วคือผลในโลกหน้า แต่ความดีทั้งหลายนั้น ย่อมให้ผลยั่งยืน ดังเช่นความดีที่บรรพบุรุษบรรพสตรีของชาติได้บำเพ็ญมาแล้วในอดีต ก็ยังอำนวยผลแก่คนรุ่นเราในปัจจุบันนี้ ถ้าคนรุ่นเราในปัจจุบันนี้ไม่ช่วยกัน ทำลายความดีที่ท่านสร้างไว้ ช่วยกันสร้างความดีสืบต่อไป ไม่เอาแต่โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นอกุศลมูลขึ้นหน้า ก็จะได้ความสุขแต่ละคน และจะสืบความสุขต่อไปถึงอนุชนภายหน้า ไม่ต้องเสียชื่อว่าเสื่อมสิ้นดี ยังมีความดีให้คนรุ่นต่อไประลึกและนับถือ"

                         "ผู้ที่ทำบุญทำกุศลทำคุณงามความดี เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งควรทำนั้นถูกต้อง จักไม่เกิดผลไม่ดีอย่างใด แต่ผู้ที่ทำบุญทำกุศล ทำคุณงามความดีเพราะรู้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีต่าง ๆ เช่นนี้ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ เพราะมีทางจะก่อให้เกิดโทษได้ ไหน ๆ จะทำบุญทำกุศลทำดีกันทั้งที ก็ควรเข้าใจและควรทำใจให้ถูกต้อง เพื่อจักได้เสวยผลแห่งการทำนั้นเต็มบริบูรณ์เป็นอานิสงส์"

                         "ถ้าจะปล่อยนกปล่อยปลาสักทีก็ขอให้ทำใจให้ได้ว่า เพื่อให้ชีวิตแก่สัตว์ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองหายเจ็บหายไข้ มีอายุมั่นขวัญยืน ถ้าจะให้เงินให้ทองคนยากจนเมื่อใดก็ขอให้ทำใจให้ได้ว่า เพื่อบรรเทาความลำบากยากไร้ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อไม่ให้ตัวเองขาดแคลน หรือถ้าจะสวดมนต์ภาวนาก็ขอให้ทำใจให้ได้ว่า เพื่อให้ใจเกิดสมาธิหรือให้ใจน้อมนึกถึงคุณพระรัตนตรัย ไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลอย่างอื่น"

                         "ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้เพียงส่วนน้อย ยังมีการทำบุญทำกุศลทำความดีอีกหลายอย่างที่ผู้ทำควรทำใจให้ถูกต้อง ทำใจเสียให้ถูกแล้วผลที่เกิดขึ้นจะดีเอง จะปราศจากโทษเอง เพราะผลดีผลร้ายนั้นไม่ได้เกิดจากใจมุ่งมาดปรารถนา ผลเกิดแต่เหตุเท่านั้น เหตุสมควรแล้วผลต้องเกิดแน่ การไปมุ่งผลแม้ทำเหตุสมควรแก่ผลที่มุ่งนั้นไม่ถูกต้องแท้จริง"

                         "การอิจฉาริษยา น้อยเนื้อต่ำใจ ทะเยอทะยาน รวมทั้งความโลภ โกรธ หลง ทั้งหลาย เกิดได้จากการทำใจไม่ถูก เมื่อทำบุญทำกุศลทำคุณงามความดี อธิบายเช่นนี้อย่าคิดผิดหนักยิ่งขึ้นไปว่า ถ้าเช่นนั้นก็อย่าทำบุญกุศลเสียเลยดีกว่า การทำบุญทำกุศลทำคุุณงามความดีเป็นสิ่งดีแน่ ดีแท้ ควรทำด้วยกันทุกคน แต่เมื่อทำแล้วทั้งทีก็ควรพยายามทุกอย่างที่จะให้ได้ผลบริสุทธิ์ ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง"

                        "ขอให้ทุกคนลองดูแต่บัดนี้ แล้วสังเกตดูจิตใจตนให้เห็นผลชัดแจ้งว่าเมื่อทำบุญทำกุศลทำคุณงามความดีด้วยการทำให้ถูกดังกล่าว จะสบายใจกว่าหรือไม่ จักได้รับผลดีเพิ่มขึ้น หรือน้อยลง ขอให้ทุกคนตั้งใจไว้ให้ดี ทำใจให้ถูกทุกครั้งที่จะทำบุญทำกุศลทำคุณงามความดี ซึ่งทุกคนมีโอกาสทดลองด้วยกันทั้งนั้น ออกจากบ้านไปพบขอทานสักคน หยิบเงินออกส่งให้ ทำใจให้ถูกว่าเพื่อช่วยให้เขาขาดแคลนน้อยลง ทำใจให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นให้ได้จริง ๆ พยายามทำให้ได้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะให้อะไรใครก็ตาม แล้วจะพบความรู้สึกอย่างใหม่ในใจ เป็นความรู้สึกที่มีค่าเกินกว่าค่าของการบริจาคเป็นอันมาก ผู้ที่ยิ่งบริจาคทำบุญทำกุศลมากเพียงไร ยิ่งจำเป็นต้องทำใจให้ถูกมากเพียงนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วบุญกุศลที่ทำโดยตั้งใจไว้ไม่ถูกจะพาไป ให้ต้องเป็นทุกข์ในภพภูมิต่อไป เพราะจะพาให้ต้องเกิดนั้นเอง บริจาคแล้วก็วางเสีย อย่ายึดมั่นเอาไว้ ว่าได้ทำนั่นบริจาคนี่มากมายจะมีวิมานในเมืองฟ้าใหญ่โตมโหฬารยิ่งขึ้นทุกที อย่าทำไปโดยยึดมั่นไปเป็นอันขาด จะได้พ้นทุกข์สิ้นเชิงในวันหนึ่ง ความพ้นทุกข์สิ้นเชิงนี้เป็นที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง และก็อย่าเห็นว่าการปรารถนาความพ้นทุกข์สิ้นเชิงเป็นโลภะ โลภนั้น หมายถึงปรารถนาต้องการในสิ่งที่จะพาให้เกิดกิเลส เช่นยึดอยู่ หลงอยู่ ปรารถนาต้องการความบริสุทธิ์หลุดพ้นหาได้เป็นโลภะไม่ "

                                                       " บุญกับกุศล"

                         "มีคำอยู่สองคำที่พูดถึงกันอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะผู้นับถือพระพุทธศาสนาจะพูดคำทั้งสองคำนี้กันเป็นประจำแทบทุกคน คำทั้งสองนี้ ก็คือคำว่า " บุญ " กับคำว่า " กุศล " และปกติก็พูดคู่กันไปว่าบุญกุศล เช่นทำบุญทำกุศล แต่ก็คงจะมีไม่น้อย ที่ไม่เข้าใจคำว่าบุญและกุศลนี้ถูกต้องเพียงพอ ขออธิบายให้ฟังพอสังเขป เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง"

                        "ทำบุญเป็นเรื่องของกาย เช่นให้ทาน เป็นเรื่องของวัตถุ ที่หยิบยกให้กันได้ แต่ทำกุศลเป็นเรื่องของใจ เป็นการอบรมใจ ให้งดงามผ่องใสห่างไกลจากกิเลสโดยควร บุญกุศลเป็นของคู่กัน ไม่ควรแยกจากกัน คือ ไม่ควรเลือกทำแต่บุญ หรือไม่ควรเลือกทำแต่กุศล ควรต้องทำทั้งบุญและกุศลควบคู่กันไป จึงจะสมบูรณ์ เหมือนกินข้าวแล้วก็ต้องกินน้ำ ไม่เช่นนั้นจะไม่รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว กินแต่ข้าวไม่กินน้ำเรียกว่าบริโภคอาหารอิ่มเรียบร้อย ต้องกินทั้งสองอย่างเรียบร้อย จึงจะเรียกว่า บริโภคอาหารมื้อนั้นเสร็จเรียบร้อย ทำบุญจึงต้องทำกุศลด้วย"

                          "ทำบุญจึงต้องทำกุศลด้วยก็คือ เมื่อให้ทานทั้งหลายรวมทั้งการถวายอาหารพระ ให้อาหารเป็นทานแก่ผู้ต้องการ หรือให้เงินทองแก่ผู้ขาดแคลน เหล่านี้เป็นต้น เมื่อให้ทานดังกล่าวแล้วควรทำกุศลด้วย คือ อบรมใจตนเองให้มีกุศล กุศล หมายถึงความฉลาด อบรมใจให้มีกุศลก็คือ อบรมใจให้ฉลาด ให้มีปัญญาสามารถพาตนให้พ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อนทางใจให้ได้ การอบรมใจให้ฉลาดนี้แหละ คือการทำกุศล"

                          "อย่างไรก็ตาม บางทีบุญและกุศลก็เกี่ยวพันกันอยู่อย่างแยกกันไม่ออก เช่นการทำทาน บางครั้งก็เป็นเรื่องของบุญ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องของกุศล เช่นอภัยทาน นี้เป็นเรื่องของกุศลได้ เป็นเรื่องของบุญก็ได้ ถ้าผู้ใดมีโทษต่อตน เช่น ทำให้ตนโกรธแค้นขัดเคือง แม้ว่าจะอภัยโทษให้อย่างเสียไม่ได้ นั่นก็เรียกว่าเป็นบุญได้ แต่ไม่เรียกว่าเป็นกุศล แต่ถ้าใจมีเหตุผล มีเมตตา แล้วอภัยโทษให้ เป็นการอภัยโทษด้วยความเต็มใจ ด้วยใจที่ประกอบด้วยเหตุผลอันใคร่ครวญแล้ว นั่นเป็นกุศลเป็นการทำกุศล ทั้ง ๆ ที่เป็นการอภัยโทษหรือเป็นอภัยทานด้วยกัน แต่ก็แยกจากกันได้ในเรื่องเป็นบุญหรือเป็นกุศล จึงเห็นได้ชัดว่าเรื่องของกุศล ถ้าใจสว่างขึ้น มีปัญญาขึ้น นั่นเป็นกุศล ถ้าใจไม่เกิดผลเป็นความใสความสว่างความมีปัญญาอย่างใดเลย นั่นเป็นเรื่องของบุญเท่านั้น"

                          "ที่ประณีตยิ่งกว่านั้นก็คือ แม้ว่าจะไม่สามารถให้อภัยทาน ที่เป็นบุญได้ แต่ถ้าใจไม่ถือโทษเพราะสว่างแล้วด้วยปัญญา ด้วยเหตุผล ด้วยเมตตา นั้นเป็นอภัยทาน นั้นก็เป็นกุศล"

                          "บุญกับกุศล ไหนมีความสำคัญกว่ากัน ยกข้อนี้ขึ้นพิจารณาก็น่าจะเห็นได้ว่ากุศลสำคัญกว่า กุศลเปรียบเทียบเหมือนข้าว บุญเปรียบเหมือนน้ำ อิ่มข้าวแล้วไม่ได้กินข้าวเลย กินแต่น้ำเท่านั้น อิ่มแบบกินแต่ข้าวกับอิ่มแบบกินแต่น้ำ แตกต่างกันอย่างไร เข้าใจความนี้แล้วก็จะเข้าใจได้ด้วยว่า ทำแต่กุศลกับทำแต่บุญ แตกต่างกันอย่างไร ดังนั้นแม้เมื่อเป็นไปได้แล้ว ทุกคนจึงควรทำทั้งบุญและกุศลไปพร้อมกัน แต่ถ้าจะต้องเลือกระหว่างทำบุญกับทำกุศล คือไม่ทำทั้งสองอย่างได้พร้อมกันก็ต้องเลือกทำกุศล กุศลเป็นสิ่งที่ทำได้เสมอเพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทุกคน ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น อุปสรรคอื่นไม่อาจห้ามการทำกุศลของใครได้เลยโดยเด็ดขาด ตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้ตัวเองไม่ได้ทำกุศล ฉะนั้นจึงควรพิจารณาในเรื่องนี้ให้รอบคอบ และอย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นอุปสรรคกีดขวางตนเองไม่ให้ทำกุศล คือการอบรมใจให้สว่าง สะอาด ฉลาด พร้อมด้วยสติ ปัญญา เมตตา กรุณา เป็นต้น"

                                                    " บุญก่อสุข บาปก่อทุกข์"

                           "ใครเคยเห็นหน้าตาของความดีและความชั่วบ้างว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หญิงหรือชาย มีบ้านเรือนภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน อันความดีความชั่วนั้นไม่มีตัวตน แต่มีคนทำดีหรือทำชั่ว และมีผลของการทำ เหมือนอย่างความร้อนความหนาวไม่มีตัวตน ความหิวกระหาย ความอิ่มหนำสำราญไม่มีตัวตน แต่มีคนที่ร้อนหรือหนาว มีคนที่หิวกระหายหรืออิ่มหนำสำราญ คนที่ร้อน เพราะมีความร้อน คนที่หนาวเพราะมีความหนาว ฉันใด คนดี จะเป็นเด็กชายดี เด็กหญิงดี นายดี นางดีก็ตาม เพราะมีความดี คนชั่วจะเป็นเด็กชายชั่ว เด็กหญิงชั่ว นายชั่ว นางชั่วก็ตาม เพราะมีความชั่ว ฉันนั้น ฉะนั้นผู้ต้องการจะเห็นหน้าตาของความดี จะดูหน้าตาของคนดีแทนก็ได้ ต้องการจะเห็นหน้าตาของความชั่ว จะดูหน้าตาของคนชั่วแทนก็ได้"

                            "คนดีเพราะมีความดีนั้น คือคนที่ทำดีต่าง ๆ ทั้งแก่ตนและส่วนรวม ส่วนคนชั่วเพราะมีความชั่วนั้น คือคนที่ทำชั่วต่าง ๆ ทั้งเกี่ยวกับตนเองและส่วนรวม ยกตัวอย่างตัวของเราเองทุก ๆ คน เมื่อช่วยทำการในบ้านในโรงเรียนหรือการที่เป็นประโยชน์ทั่ว ๆ ไปต่าง ๆ ก็เป็นที่สรรเสริญยกย่อง เพราะการทำนั้นก่อให้เกิดสุขประโยชน์ นี้คือความดีที่มีอยู่ที่ตัวเราเอง ซึ่งเป็นคนดีขึ้นเพราะทำดี เมื่ออยากจะดูหน้าตาของความดี ก็จงส่องกระจกดูหน้าของตัวเราเอง จะรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่แฝงอยู่ในใบหน้าในสายตาอันส่องเข้าไปถึงจิตใจที่ดี อาจมีความอิ่มใจในความดีของตนเป็นอย่างมากก็ได้ แต่ถ้าตัวเราเองทุก ๆ คนทำไม่ดีต่าง ๆในบ้านบ้าง ในโรงเรียนบ้าง ในที่ต่าง ๆ บ้าง ทำให้เกิดความทุกข์ร้อนเสียหายแก่ใคร ๆ ก็เป็นที่ติฉินนินทา เพราะการทำนั้นก่อให้เกิดโทษ นี้คือความชั่วที่มีอยู่ที่ตัวเราเอง ซึ่งเป็นคนชั่วขึ้นเพราะทำชั่ว เมื่ออยากจะดูหน้าตาของความชั่ว ก็จงส่องกระจกดูหน้าของตัวเราเอง จะรู้สึกถึงความอัปยศอดสู ความปิดบังซ่อนเร้นที่แฝงอยู่ในใบหน้า ในสายตา อันส่อเข้าไปถึงจิตใจที่ไม่ดี อาจมีความสร้อยเศร้า ตำหนิตนเอง รังเกียจตนเองเป็นอย่างมาก เพราะรู้สึกสำนึกขึ้นบ้างก็ได้ สรุปความว่าการกระทำทุกอย่างที่น่านิยมชมชอบ ก่อให้เกิดสุขประโยชน์แก่ตนเองแก่ผู้อื่น คือ ความดี การกระทำทุกอย่างที่น่าตำหนิ ติเตียน ก่อให้เกิดทุกข์โทษแก่ตนเองแก่ผู้อื่น คือ ความชั่ว "

                                                 " วิธีการเพื่อความสุขของชีวิต"

                          "พระพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า " ละเหตุทุกข์ได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง " ความหมายโดยตรงและโดยง่ายของพุทธภาษิตนี้ก็คือ ไม่ทำเหตุที่จะนำให้เกิดความทุกข์ ก็จะไม่มีทุกข์ ก็จะเป็นสุข ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็จะไม่มีทุกข์ ก็จะเป็นสุข ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งได้ เป็นสัจจะที่เห็นได้ถนัดชัดเจนแล้ว ไม่ทำเรื่องให้เกิดทุกข์ ก็ไม่มีทุกข์ ก็มีแต่สุขเหมือนไม่ให้ท้องว่างก็ไม่หิว ไม่ชุบผ้าขาวลงในน้ำสีดำผ้าก็ไม่ดำ การไม่ปล่อยให้ท้องว่าง คือการละเหตุที่จะทำให้ท้องเป็นทุกข์คือหิว การไม่ชุบผ้าขาวลงในน้ำสีดำ คือ การละเหตุที่จะทำให้ผ้าเป็นสีดำ"

                         "เหตุนี้มีความสำคัญยิ่งนักเพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะให้ผล ผลจะดีจะร้ายก็อยู่ที่เหตุ ไม่ได้อยู่ที่อะไรอื่น และผู้จะได้รับผล ก็ต้องเป็นผู้ทำเหตุ ผู้ไม่ได้ทำเหตุจะไม่ได้รับผล การกล่าวเช่นนี้ว่า ที่จริงแล้วมีทางให้เกิดปัญหาโต้แย้งได้มากมาย ดังที่มีปรากฏอยู่เสมอไม่ว่างเว้น เกิดมาไม่เคยทำบาป ทำกรรม ทำไมถึงต้องมารับทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้ นี้เป็นตัวอย่างที่ปรารภปรารมภ์ คร่ำครวญกันอยู่มากมาย ซึ่งคิดหรือมองแต่เพียงผิวเผินก็น่าเชื่อเช่นนั้น คนบางคนทำดีให้เห็นอยู่ไม่เคยทำไม่ดีให้เห็นเลย แต่ไม่ปรากฏว่าได้รับผลดีอย่างไร ยากจนแสนสาหัสก็มี ทุกข์ร้อนด้วยเรื่องร้อยแปดก็มี เหตุแห่งทุกข์ที่ท่านให้ละ จึงไม่ใช่เหตุที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันเท่านั้น เหตุที่เห็น ๆ อยู่ หรือเป็นเหตุในภพชาติปัจจุบัน บางครั้งบางคราวก็ให้ผลใหญ่ยิ่ง ไม่เสมอกับเหตุที่แลไม่เห็น หรือเหตุที่พ้นไปจากภพชาติปัจจุบันแล้ว เหตุที่ไม่ได้ละกันในอดีตที่แลไม่เห็นรู้ไม่ถึง ก็มีผลไม่ใช่ว่าไม่มี และก็มีผลมาถึงปัจจุบันได้ด้วย ไม่ใช่ว่าไม่ได้ และผลก็ตรงตามเหตุเสมอด้วย เป็นจริงเป็นจังด้วย ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้เล็กน้อยเพียงไร"

                          "ทุกคนอยากเป็นสุข ยิ่งสามารถเป็นสุขในที่ทั้งปวงหรือทุกเวลานั่นเอง ยิ่งจะยินดียิ่งนัก จึงควรต้องเข้าใจว่า เมื่ออยากเช่นนั้นเป็นผล ก็ต้องทำเหตุให้ตรงกับผลเช่นนั้น"

                          "เป็นสุขในที่ทั้งปวงไม่หมายเฉพาะเป็นสุขในชาตินี้ภพนี้ หมายถึง เป็นสุขในชาติหน้าภพหน้าด้วย บางทีชาตินี้ภพนี้ เราจะต้องเสวยผลของเหตุในชาติอดีตภพอดีตที่ตามมาทัน สุขในที่ทั้งปวงก็คือสุขทั้งภพหน้าด้วย ชาตินี้เป็นสุขก็ต้องระวังอย่าให้ชาติหน้าเป็นทุกข์ ต้องละเหตุที่จะให้เป็นทุกข์ทั้งหมด"

                          "เหตุทุกข์คือความไม่ดีทุกประการ อันความไม่ดีทุกประการเกิดจากใจ เช่นเดียวกับความดีทุกประการก็เกิดจากใจ ท่านจึงว่าความทุกข์เกิดจากใจ ความสุขก็เกิดจากใจ หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่าความทุกข์เกิดจากความคิด ความสุขก็เกิดจากความคิด ความคิดหรือใจจึงเป็นความสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน จะมีสุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่ใจ อยู่ที่ความคิดของใจ ใจคิดให้ละความทุกข์ การพูดการทำกรรมทั้งปวงก็จะเป็นการละเหตุทุกข์ ความทุกข์ย่อมไม่มี ย่อมมีความสุข ย่อมเป็นสุข ละเหตุทุกข์ได้เพียงไร ย่อมมีสุขเพียงนั้น"

                          "ความคิดใคร่ในสิ่งที่น่าปรารถนาพอใจ ความอยากมีอยากเป็น ความอยากไม่มีอยากไม่เป็นนี้เป็นความคิดที่เป็นเหตุทุกข์ ทำความคิดนี้ให้เบาบางเพียงไร ความทุกข์จะลดน้อยลงเพียงนั้น ความสุขจะมีมากเพียงนั้น แม้ปรารถนาจะละเหตุแห่งทุกข์ เพื่อเป็นสุขในที่ทั้งปวง ทั้งในภพนี้ และในภพหน้า ต้องละความคิดดังกล่าว ซึ่งจะสามารถละได้ก็ต่อเมื่อใช้สติพิจารณาความรู้สึกในใจ ให้เห็นความอยากที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทั้งอยากได้สิ่งน่าใคร่น่าปรารถนาพอใจ ทั้งอยากมี อยากเป็น อยากไม่มีไม่เป็น ดูให้เห็น เห็นอย่างรู้ ว่านั้นเป็นเหตุทุกข์ ต้องการละเหตุทุกข์ ต้องละความอยากพยายามดูใจตนเองให้เห็นดังกล่าว พยายามดับสิ่งที่เห็นเหตุทุกข์ดังกล่าว ทำไปเรื่อย ๆ จะมีสุขในที่ทั้งปวงได้แน่นอน "

                                                     " เสบียงเพื่ออนาคต"

                         "พระพุทธองค์ทรงสอนไว้อย่างหนึ่งที่เป็นคุณอย่างยิ่งแก่ผู้ปฏิบัติ คือ ทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบัน ๑ ไม่ให้อาลัยอดีต ๑ ไม่ให้เพ้อฝันถึงอนาคต ๑ ทั้งสามประการนี้ไม่ได้หมายถึงที่เป็นโทษ แต่หมายถึงที่เป็นคุณประโยชน์เท่านั้น"

                         "ที่ว่าไม่ให้อาลัยถึงอดีตก็มีความหมายตรงตัว คืออะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ผ่านไปแล้ว แม้เป็นความสุข ความชื่นชอบยินดีก็อย่าไปผูกใจอาลัยถึงอยากให้กลับมาดำรงอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เมื่อเป็นไปไม่ได้ แม้ไปอาลัยอาวรณ์ปรารถนาให้เป็นไปให้ได้ก็ย่อมจะต้องได้รับความทุกข์เพราะความไม่สมหวัง ถ้าเป็นความทุกข์ความไม่ชื่นชอบยินดีพอใจ ก็อย่าไปผูกใจอาวรณ์ถึง แต่จงปล่อยเสีย การนำใจไปผูกไว้กับเรื่องราวที่เป็นทุกข์เป็นความเศร้าหมอง ย่อมทำให้ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนไม่สิ้นสุด ความทุกข์ร้อนควรจะหมดสิ้นไปพร้อมกับอดีตที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้มีปัญญาพึงปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ เมื่อคิดถึงอดีตให้หยุดเสีย ให้พยายามลืมอดีตเสีย จะได้พ้นจากทุกข์โทษของอดีต อย่างไรก็ตาม ที่ให้วางอดีตเสียนั้น ไม่ได้หมายความว่าให้ลืมอะไร ๆ ทั้งหมดที่เกิดแล้ว ความลืมกับความปล่อยวางไม่เหมือนกัน พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ทรงสอนให้มีสติจำที่ควรจำ คือจำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ ที่ไม่เป็นกิเลส แต่ทรงสอนให้ลืมสิ่งที่เป็นกิเลส ที่ก่อให้เกิดกิเลสโทษทุกข์ทุกอย่าง ไม่มียกเว้นว่าให้อาลัยอดีต เรื่องนี้เพราะมีความสำคัญเป็นพิเศษ อดีตเป็นทุกข์ เป็นกิเลสทุกอย่างต้องลืมให้หมด ปล่อยให้หมด วางให้หมด"

                            "อนาคตก็ไม่ให้เพ้อฝันถึง คือไม่ให้คาดคะเนว่าอนาคตจะได้ลาภได้ยศอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะการคาดคะเนล่วงหน้าเช่นนี้ทำใจฟุ้งซ่านไม่สงบสุขในปัจจุบันด้วย และในอนาคต ถ้าไม่เป็นไปตามคาดคิดก็จะเสียใจ เพราะผิดหวัง สู้อยู่อย่างไม่คาดคิดถึงอนาคตอย่างมีกิเลสจะเป็นสุขสงบกว่าอยู่กับปัจจุบันได้มากเพียงไร ก็จะมีความสุขได้มากเพียงนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำอะไรไม่ต้องตระเตรียมเพื่ออนาคต"

                           "การเตรียมอนาคตที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือการเตรียมอนาคตในภพชาติเบื้องหน้า ทุกคนจะมีชีวิตอยู่ในชาตินี้อย่างมาก ก็ประมาณร้อยขวบปีเท่านั้น จะทุกข์จะสุขในภพชาตินี้ก็จะชั่วระยะเวลาที่ไม่นานเท่าไร โดยเฉพาะผู้ผ่านพ้นวัยเด็กมา ศึกษาธรรมอยู่แล้วในขณะนี้ย่อมมีเวลาในภพชาตินี้อีกไม่นานเลย ได้ความมั่งมีศรีสุขลาภยศสรรเสริญในภพชาตินี้สักเพียงไร ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้นาน แต่ภพชาติในอนาคตนั้นนานนักหนา นับปีนับชาติไม่ได้ จึงควรเตรียมภพชาติในอนาคตมากกว่าที่ท่านเรียกว่าเตรียมเสบียงเดินทางไว้สำหรับภพชาติข้างหน้า คือเตรียมบุญกุศลไว้ให้พร้อม ให้เพียงพอแก่ทางที่ไกลแสนไกล จนประมาณไม่ได้ บุญกุศลที่จะเป็นเสบียงเดินทางนั้นประกอบด้วยทาน ศีล ภาวนา การทำจิตใจให้ผ่องแผ่ว บริสุทธิ์จากโลภ โกรธ หลง จำเป็นที่สุดสำคัญที่สุด และก็มีโอกาสจะทำได้มากที่สุด เพราะไม่ต้องประกอบด้วยอะไรอื่นเลย ใจมีอยู่กับตัวเราเองแล้ว กิเลสก็อยู่กับใจนั่นเอง ถอดถอนออกเสียให้เสมอ ทุกเวลานาที ทุกอิริยาบถ ย่อมได้รับผลเป็นเสบียงที่พึงปรารถนาของนักเดินทางที่สุด "

                                                      " ความหมายของบารมี"

                           "คำว่า บารมี มาจากคำบาลีว่า " ปารมี " มีคำแปลที่นักภาษาศาสตร์ได้ให้ไว้หลายอย่าง จะแสดงแต่บางอย่างคือ แปลว่า อย่างยิ่ง มาจากคำว่า " ปรมะ " ที่ภาษาไทยเรามาใช้ว่า บรม และคำว่า บรมที่แปลว่า อย่างยิ่งนี้ ก็มีใช้ทั้ง ๒ ทาง ดีอย่างยิ่งก็บรม หรือไม่ดีอย่างยิ่งก็บรม เช่น คำว่า นิพพาน เป็นบรมสุข คือสุขอย่างยิ่ง สังขารทั้งหลายเป็นบรมทุกข์ คือทุกข์อย่างยิ่ง จึงเป็นคำกลาง ๆ ใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง คำว่า บารมี มาจากคำว่า ปรมะ แล้วมาเป็น ปารมี ไทยเรียกว่า บารมี แต่มีความหมายถึงส่วนที่ดีเท่านั้น ไม่หมายเป็นกลาง ๆ เหมือนอย่างคำว่า ปรมะ"

                           "เพราะฉะนั้น คำว่าปารมีจึงมีความหมายที่แปลอีกอย่างหนึ่งว่า เลิศอย่างยิ่ง ก็คือเลิศหรือประเสริฐ อีกอย่างหนึ่งบารมี แปลว่า ถึงฝั่ง อันหมายความว่านำให้ถึงฝั่ง คือจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น อันหมายความว่านำจากฝั่งนี้คือโลก ไปสู่ฝั่งโน้น คือ โลกุตตระ เหนือโลก พ้นโลก อันหมายถึงนิพพาน และคำว่าบารมีนี้ ท่านแสดงว่าพระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบารมีมาโดยลำดับตลอดเวลาช้านาน และบารมีที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญนั้น เมื่อบำเพ็ญมาก ๆ เข้า ก็เป็นบารมีที่สูงขึ้น ๆ หรือบริบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นจึงจัดเป็น ๓ ชั้น เรียกว่า บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ที่เรียกว่าบารมีในเมื่อแบ่งเป็น ๓ ชั้น ดั่งนี้ ก็หมายถึงเป็นบารมีสามัญ อุปบารมี ก็หมายถึงบารมีที่มากยิ่งขึ้น จนถึงใกล้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ปรมัตถบารมี บารมีที่เป็นปรมัตถ์ คือให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็หมายถึงบารมีที่สมบูรณ์ นำให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า "

                                                   " บารมีคือคุณธรรมผู้มุ่งดี"

                              "คำว่า บารมี ที่แปลว่าอย่างยิ่ง หรือที่มีความหมายว่า เลิศ ประเสริฐ ก็หมายถึงธัมมะ หรือภูมิชั้นของธัมมะที่เป็นคุณธรรม ที่เป็นความดีในจิตใจ ซึ่งได้สั่งสมเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้น ๆ คือให้เป็นอย่างยิ่ง คือให้ยิ่งขึ้นอยู่เสมอ จนถึงบริบูรณ์เต็มที่ในที่สุด อย่างยิ่งก็คือว่าคุณธรรมที่สั่งสมอบรมให้เป็นอย่างยิ่ง คือยิ่งขึ้น ๆ ดังกล่าว และที่หมายถึงว่าเลิศหรือประเสริฐ ก็โดยที่คุณธรรมที่เป็นอย่างนั้นเป็นของเลิศ เป็นของประเสริฐ เป็นของดีที่สุด และที่แปลว่า ให้ถึงฝั่งนั้น ก็หมายถึงคุณธรรมที่นำผู้ปฏิบัติให้ออกจากฝั่งนี้ จนพ้นจากฝั่งนี้ไปถึงฝั่งโน้น เป็นความหมายทางรูปธรรมหมายถึงฝั่ง ๒ ฝั่ง ที่มีมหาสมุทร มีห้วงน้ำลึก มีทะเลหลวงคั่นอยู่กลาง แล้วก็เปรียบสัตว์โลกว่า เหมือนอย่างผู้ที่ข้ามจากฝั่งนี้คือโลกหรือว่าความทุกข์ หรือว่ากิเลส ซึ่งนับว่าเป็นฝั่งนี้ เพราะว่าที่ชื่อว่าโลก ๆ นี้ตามความหมายในทางธรรมก็หมายถึงว่าที่ ๆ เป็นทุกข์ มีกิเลส มีทุกข์ สัตว์โลกอยู่ฝั่งนี้ก็ต้องประกอบด้วยกิเลส ประกอบด้วยความทุกข์ จะพ้นจากฝ้่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น อันหมายถึง โลกุตตระ พ้นโลกคือ นิพพาน ก็ต้องอาศัยคุณธรรมที่ได้สั่งสมอบรมยิ่งขึ้น ๆ ที่เป็นอย่างยิ่งนั้น เหมือนอย่างเป็นเรือสำหรับโดยสาร ข้ามไปจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น แล้วก็คุณธรรมที่เหมือนอย่างเรือ ที่ทำให้ข้ามฟากได้นั้น ก็คือบารมี ที่แปลว่าให้ถึงฝั่งโน้น ให้ถึงฝั่ง ก็หมายถึงคุณธรรมนั้นเอง "

                                                   " บารมีสร้างได้ด้วยกรรม"

                         "บารมีนี้ก็มาจากกรรม คือการงานที่บุคคลกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ประกอบด้วยเจตนาคือความจงใจ กรรมที่บุคคลกระทำนั้น กรรมดีก็มี กรรมชั่วก็มี กรรมดีก็ให้ผลดี กรรมชั่วก็ให้ผลชั่ว ดังที่มีพระพุทธภาษิตตรัสสอนไว้ที่แปลความว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะว่าบุคคลมีเจตนาคือความจงใจแล้ว จึงกระทำกรรมทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้าง " ดั่งนี้"

                         "เพราะฉะนั้น กรรมที่บุคคลกระทำนี้เอง ถ้าเป็นกรรมดี ก็เป็นบุญกรรม กุศลกรรม ถ้าเป็นกรรมชั่ว ก็เป็นบาปกรรม อกุศลกรรม สุจริตก็จัดเข้าในกรรมดี ทุจริตก็จัดเข้าในกรรมชั่ว กรรมที่ทุกคนได้กระทำนี้ ย่อมให้ผลในปัจจุบันก็มี ในภายหน้าก็มี ในเวลาที่ถัดไปจากภายหน้านั้นไปก็มี เหมือนอย่างว่าให้ผลในวันนี้ ให้ผลในวันพรุ่งนี้ ให้ผลในภพหน้า ให้ผลในภพที่ถัดไปจากภพหน้า กรรมย่อมให้ผลต่าง ๆ กันดั่งนี้ แต่ว่าเมื่อกรรมให้ผลแล้ว ก็เป็นอโหสิกรรม คือว่ากรรมที่ได้ให้ผลเสร็จไปแล้ว เพราะฉะนั้น กรรมซึ่งเป็นตัวเหตุ และผลของกรรมซึ่งเป็นตัวผล จึงมีเวลาที่เสร็จสิ้น แต่ว่าเมื่อทำกรรมดีไว้บ่อย ๆ ก็ย่อมมีความคุ้นเคยอยู่ในความดี มีความดียังติดอยู่ ดังที่เรียกว่าเป็นนิสสัย เป็นวาสนายังไม่หมดไป ความคุ้นเคยในทางดี ความดี ที่ยังเหลืออยู่ติดอยู่ ไม่หมดสิ้นไปได้ เหมือนอย่างกรรมนี่แหละ เรียกว่า บารมี เป็นความคุ้นเคยในทางดี อันมาจากกรรมดีที่ประกอบกระทำ และความดีที่เหลือติดอยู่เป็นความคุ้นเคยในทางดีดังกล่าวนี้ ก็เป็นสิ่งที่สั่งสมเพิ่มเติมขึ้นได้อยู่เสมอ คือ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น บารมีจะหมายถึงว่า เก็บดี หรือเก็บถูกไว้ก็ได้ เก็บดี เก็บถูกไว้ในจิตใจ ไม่หมดสิ้นไป "

                                                   " ทุกคนควรสร้างบุญบารมี"

                           "หากว่าจะสรุปเข้าในมัชฌิมาปฏิปทา มรรคมีองค์ ๘ ก็สรุปเข้าได้ ก็มรรคมีองค์ ๘ นั่นเองคือบารมี ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาจนถึงได้ตรัสรู้ ปฏิบัติทีแรกก็เป็นบารมี ยิ่งขึ้น ๆ ก็เป็นอุปบารมี จนถึงยิ่งที่สุดก็เป็นปรมัตถบารมี ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า"

                           "มรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทานี้ ไม่ใช้คำว่า บารมี แต่ว่า ผู้ปฏิบัติผู้ศึกษาธรรมก็พึงต้องเข้าใจเอาว่า บารมี นั้นเองมาเป็นมรรคมีองค์ ๘ มรรคมีองค์ ๘ นั้น ก็มาจากบารมีต่าง ๆ ที่ทรงบำเพ็ญมานั่นเอง มาประกอบกันเข้าเป็นมรรคมีองค์ ๘ ฉะนั้น เมื่อมาเป็นมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ทรงปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ นี้ บริบูรณ์ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า นี่เป็นอันว่ามรรคมีองค์ ๘ นั้นเอง เป็นข้อสรุปของบารมีทั้ง ๑๐ นั้น มาเป็นมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้นเมื่อจัดตามภูมิธรรมที่ปฏิบัติ พึงเห็นได้ดั่งนี้ ข้อสรุปนี้ก็เป็นไปตามการวิจารณ์ธรรม "

                                         " ทุกคนพึงปฏิบัติในบารมีตามควรแก่ฐานะ"

                            "บารมีธรรมนี้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เป็นหลักธรรมที่ทุก ๆ คนต้องปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น จึงจะอยู่ด้วยกันเป็นสุข และเมื่อเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา แม้ไม่ตั้งความปรารถนาจะเป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาพระโพธิญาณ ก็พึงปฏิบัติตามหลักบารมีเหล่านี้ ก็จะเป็นบุญบารมี เป็นบุญนิธิ ขุมทรัพย์คือบุญ ซึ่งทุกคนปฏิบัติเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น และชื่อว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เข้าถึงพระพุทธศาสนาด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อว่าตามหลักธรรมแล้ว จึงเป็นของกลางทั่วไป ซึ่งทุกคนควรปฏิบัติตามควรแก่ฐานะของตน "

                             ท้ายนี้ ผมขอขอบพระคุณ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" และท่านผู้ทำบุญทำกุศลทำคุณงามความดีและทำบุญบารมีให้บังเกิดในจิตใจอันผ่องแผ่วสดใสดีงามดุจแก้วมณีเนื้อนพคุณทุก ๆ ท่าน และที่ลืมไม่ได้นั่นคือ ผมขอขอบคุณทุก ๆ ท่านผู้ร่วมพิมพ์หนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" เพื่อแจกเป็นธรรมทานครับ ขอขอบคุณจริง ๆ ครับ



 

 


 



Bookmark and Share


Online: 1 Visits: 2,937,789 Today: 81 PageView/Month: 3,850